by Innova Lab Asia | Mar 15, 2016 | ข่าวสารกิจกรรม
คอลลาเจน
คอลลาเจน คือ โปรตีนซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักๆของชั้นผิวหนัง ทำหน้าที่เป็นตัวประสานเนื้อเยื่อของผิวหนังเข้าด้วยกัน โดยโปรตีนชนิดนี้มีส่วนประกอบถึง 25% ถึง 35% ของจำนวนหน่วยโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย โดยมีมากที่สุดที่ผิวหนัง และ ประมาณ 1% ถึง 2% ที่ปะปนอยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อ การผลิตเจลลาตินในอาหารได้จากกรรมวิธี การย่อยหน่วยคอลลาเจนที่เรียกว่า Hydrolysis

หน้าที่ของคอลลาเจน
คอลลาเจนคือโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นสายยาว ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างจากสารโปรตีนโดยทั่วๆไปเช่นแดียวกับเอนไซม์ สายเส้นใยของคอลลาเจนถูกเรียกว่า คอลลาเจน ไฟเบอร์ (Collagen Fiber) ซึ่งจะมีลักษณะเป็นสายเกลียวที่มีหน่วยโมเลกุลเกี่ยวพันกันมากมาย โดยปกติทั่วไปผิวหนังที่มีคอลลาเจนเป็นโครงสร้างอยู่มากจึงมีแรงสปริงตัวและ ยืดหยุ่นได้ดีตามไปด้วย
คอลลาเจนนั้นไม่ได้มีอยู่ที่ผิวหนังส่วนนอกเท่านั้น อวัยวะภายในร่างกายเอง ก็มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบอยู่มาก ได้แก่ ผังผืด (Fascia), กระดูกอ่อน (ligament), เส้นเอ็น (ligaments), ข้อต่อ (tendons),กระดูก (bone) สารคอลลาเจนที่เป็นส่วนประกอบหลักของชั้นผิวมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เคราติน Keratin
เคราติน Keratin, เคราตินมีหน้าที่สร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่น เมื่อสารเคราตินในชั้นผิวลดลง จึงเกิดริ้วรอยแห่งวัยขึ้นบนชั้นผิว, นอกจากนี้ เคราตินมีหน้าที่สร้างความยืดหยุ่นให้ผนังหลอดเลือด มีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ รวมทั้งยังเป็นส่วนประกอบของเยื่อกระจกตาและเลนส์ตาด้วย
Hydrolyzed Collagen เองยังถูกใช้งานในแง่ของการลดน้ำหนักได้ด้วย เนื่องจากเป็นส่วนประกอบของโปรตีนจึงมีข้อดีในการช่วยเผาผลาญพลังงานลดไขมันส่วนเกิน
บทบาทคอลลาเจนในวงการอุตสาหกรรม
เมื่อนำคอลลาเจนมาผ่านกระบวนการ Hydrolyzed สารคอลลาเจนจะแตกตัวออกเป็นสารเชิงซ้อนของคอลลาเจนเปปไทด์แบบ Polyproline II (PPII) หรือลักษณะของเจลาตินที่นำมาเป็นส่วนผสมของอาหารนั่นเอง นอกจากการใช้เป้นอาหารแล้ว คอลลาเจนยังใช้เป็นส่วนประกอบของยา เครื่องสำอางค์ และฟีล์มถ่ายภาพเมื่อพิจารณาในแง่ของอุตสาหกรรมอาหารแล้ว สารคอลลาเจนไม่ได้ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่มีการประชาสัมพันธ์เชิงการค้าว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมคอลลาเจนต่างแสดง คุณสมบัติของสินค้าว่าสามารถยับยั้งการเกิดริ้วรอยแห่งวัยและมีผลดีต่อ สุขภาพ ซึ่งยังไม่มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ออกมาสนับสนุนการโฆษณาในลักษณะนี้
คำว่าคอลลาเจน (Collagen) มีรากศัท์มาจากภาษากรีกจากคำว่า “Kolla” ที่แปลว่า กาว โดยเมื่อก่อนได้มีการทำกาวโดยการนำหนังและเอ็นม้ามาเคี่ยวจนกลายเป็นกาว ตามหลักฐานที่พบมีการใช้งานกาวลักษณะนี้มากว่า 8000 ปีแล้ว โดยใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตเชือกและตระกร้าสานเพื่อให้มีความแข็งแรง และมีการใช้งานภายในครัวเรือนทั่วไป กาวชนิดนี้เมื่อแห้งแล้วสามารถทำให้อ่อนนิ่มได้อีกโดยการให้ความร้อน เพราะกาวจากสิ่งมีชีวิตเป็น Thermoplastic ชนิดหนึ่งจึงมีการใช้งานได้หลากหลายโดยเฉพาะการผลิกเครื่องดนตรีเช่น ไวโอลีน กีตาร์ แม้กระทั่งเมื่อมนุษย์สามารถผลิตพลาสติกสังเคราะห์ได้แล้ว แต่ก็ยังมีการใช้งานกาวเจลาตินอยู่ทั่วไป
บทบาทคอลลาเจนในวงการแพทย์
คอลลาเจนมีการใช้งานอย่างกว้างขวางในวงการศัลยกรรมความงาม ศัลยกรรมกระดูก การจัดฟัน และวงการศัลยกรรมทั่วไป เป็นส่วนประกอบของผิวหนังสังเคราะห์ที่ใช้ในผู้ป่วยที่สูญเสียผิวหนังเนื่อง จากอุบัติเหตุไฟไหม้ ซึ่งใช้คอลลาเจนสังเคระห์จากผิวหนังของลูกวัว (Bovine), หรือจากหมู (Equine, Porcine) บางครั้งจะใช้ผิวหนังจากผู้บริจาค หรือใส้ซิลิโคนสังเคราะห์แทน
คอลลาเจนได้มีการจำหน่ายในลักษณะของ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนช่วยเคลื่อนไหว เนื่องจากคอลลาเจนเมื่อรับประทานเข้าไปจะย่อยสลายเป็นโปรตีนและกรดอะมิโนใน ที่สุด จึงช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอโดนวิธีรับประทานได้น้อยมาก ดังนั้น วงการแพทย์ในปัจจุบันจึงมีการใช้คอลลาเจนในแง่ของศัลยกรรมความงามมากที่สุด

วิธีที่จะเพิ่ม คอลลาเจนนั้น ทำได้หลายวิธี
การฉีดคอลลาเจนโดยตรง จากแพทย์ การรับประทานอาหารที่ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี, วิตามินอี เป็นต้น
รับผลิตอาหารเสริม คอลลาเจน
Create Date : 18 มีนาคม 2559 9:45:40 น.
by Innova Lab Asia | Mar 15, 2016 | ข่าวสารกิจกรรม
กลเม็ดเด็ดในการเลือกบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่งชัวร์ๆ
เดี๋ยวนี้การแข่งขันในวงการต่างๆรุนแรงขึ้น เพราะธุรกิจอะไรที่ผลกำไรหอมหวล ย่อมดึงดูดคนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนั้นมากขึ้น ที่แน่ๆอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ดังนั้นอะไรก็ตามที่จะทำให้ธุรกิจได้เปรียบกว่าคู่แข่ง แม้จะเป็นอะไรที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่ เชื่อว่าถ้าคุณสะสมความได้เปรียบนี้ไปเรื่อยๆ ศึกนี้คุณก็ชนะแน่นอนค่ะ
อย่างเรื่องบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นด่านแรกของการเลือกซื้อสินค้าก็เป็นสิ่งที่จะสามารถทำให้คุณได้เปรียบทางธุรกิจได้ด้วยเคล็ดลับ 5 อย่างนี้ค่ะ (เพื่อให้เห็นภาพตามได้ง่าย บรรจุภัณฑ์ในบทความนี้อาจนึกภาพเป็นกระปุกครีม หรือกล่องใส่กระปุกครีมบำรุงนะคะ)

1. More secure
“บรรจุภัณฑ์ควรมีความปลอดภัย” เป็นหัวใจสำคัญเลยที่เราต้องคำนึงถึง ซึ่งปลอดภัยในที่นี้เช่นการเลือกพลาสติกชนิดที่เหมาะสำหรับสินค้านั้นๆ ต้องมีการทดสอบบรรจุภัณฑ์ร่วมกับเนื้อสินค้า ทดสอบสภาวะต่างๆที่สินค้าต้องเจอระหว่างการเดินทางเพื่อจะได้ป้องกันปัญหา อาจต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อเด็กที่เผื่อมาจับเล่น หรือตัวบรรจุภัณฑ์นั้นมีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม Go green ทำนองนั้น ตัวอย่างต่างๆเหล่านี้ก็เพื่อที่ว่าเราจะได้สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้ และกลายเป็นตราประทับสำหรับแบรนด์ของเราว่าใช้แล้วปลอดภัยแม้กระทั่งตัวบรรจุภัณฑ์
2. More intelligent
“บรรจุภัณฑ์ต้องมีความฉลาด” หมายความว่าการที่เราจะเลือกบรรจุภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นกระปุก ขวด กล่อง อะไรเหล่านี้ต้องสามารถทำงานได้เหมาะสมกับสินค้าแบบถ้าผู้ใช้ได้ลองใช้แล้วรู้สึกอเมซิ่ง เช่นครีมผสมวิตามินซีที่บรรจุในแพกเกจแก้วสีชาแบบ airless ทำให้เนื้อไม่เปลี่ยนสีระหว่างใช้ หรือขวดคลีนซิ่งที่เมื่อเปิดใช้แล้ว สามารถพกไปที่ต่างๆได้ไม่หกเลอะระหว่างเดินทาง อะไรเล็กๆน้อยๆเหล่านี้แต่มีผลต่อการเลือกใช้นะคะ สมมติเราซื้อคลีนซิ่งแบรนด์นึงมาใช้ แต่พอพกไปต่างประเทศ กลับหกในกระเป๋าเพราะฝาจุกไม่ค่อยโอ แต่อีกแบรนด์ใช้ก็ดี พกพาก็สะดวก ครั้งต่อไปเป็นคุณคุณจะเลือกใช้แบรนด์ไหนละคะ
3. More straightforward
“บรรจุภัณฑ์ควรเรียบง่ายอย่างที่ควรจะเป็น” ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ออกแบบคลีนๆ โล้นๆดูไม่มีอะไรนะคะ แต่หมายความว่าบางครั้งสำหรับการเลือกบรรจุภัณฑ์บางอย่างก็ไม่ต้องใส่เทคโนโลยีอะไรเข้าไปเยอะถ้ามันไม่ได้จำเป็นต่อตัวสินค้า เช่นสมมติว่าตอนนี้บรรจุภัณฑ์แบบพลาสติกเคลือบซ้อนกัน 5 ชั้นกำลังมา ราคาค่อนข้างสูง เหมาะกับสินค้าที่ต้องการการปกป้องเป็นพิเศษ แต่สินค้าคุณเป็นสบู่เหลวแบบที่ไม่ต้องปกป้องอะไรมาก ถ้าคุณเลือกตามเทรนด์นี้ ราคาต้นทุนคุณก็จะสูงขึ้น คุณเลยเพิ่มราคาพร้อมกับคำโฆษณาที่เพิ่มขึ้นว่าปกป้องได้มากกว่า ซึ่งลูกค้าไม่ได้เห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็น เราว่าเฟลได้ง่ายๆเลยนะ
4. Spare cash
“บรรุจภัณฑ์ต้องช่วยเซฟเงินให้ธุรกิจ” ยกตัวอย่างเคสที่หลายคนลืมคิดไปคือการเลือกบรรจุภัณฑ์ที่ทำให้การขนส่งสะดวก จัดวางในตู้ ขนทีนึงได้ปริมาณเยอะคุ้มเงิน เพราะนึกภาพว่าคุณออกแบบกล่องมาแบบวิจิตรพิศดาลมาก สวยปัง แต่ตอนขนส่งจากปกติลังนึงบรรจุได้ 100 กล่อง ส่ง1 รอบหมดกลายเป็นลังนึงบรรจุได้ 20 กล่องต้องส่ง 2-3 รอบอย่างนี้ต้องคิดว่าผลตอบแทนกับต้นทุนจะคุ้มมั้ย ถ้าคุ้มก็ทำไปเลยค่ะ แต่ถ้าไม่คุ้มต้องลองหาทางใหม่ที่สมดุลกันดูนะคะ หรืออย่างเคสทางเลือกในการขนส่งเช่นถ้าบรรจุภัณฑ์แบบแก้วก็ไม่ควรส่งทางเรือ หรือถ้ากล่องบรรจุบางๆ ก็ไม่ควรส่งทางอากาศ อย่างนี้ถ้าคุณรู้ไว้ก็จะยิ่งได้เปรียบนะคะ
5. Profit
“บรรจุภัณฑ์หาเงินได้” คือเมื่อเราเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ไม่ว่าจะกี่ชั้นก็ตาม ต้องมั่นใจในสิ่งที่เลือกว่าลูกค้าเห็นแล้วคันไม้คันมือ อยากจะควักเงินขึ้นมาจ่ายรัวๆ แม้ยังไม่ได้สัมผัสสินค้าข้างใน นั่นก็คือบรรจุภัณฑ์ต้องสื่อและขายได้ด้วยตัวมันเอง ก่อนออกสินค้าอาจจะลองสำรวจดูในออฟฟิตก็ได้ (ถ้าออฟฟิตนั้นเป็นคนกลุ่มทาร์เกตเดียวกับสินค้านะ) ว่าสินค้านี้ตีราคาไว้ที่เท่าไหร่ เอาแค่เห็นกล่องหรือกระปุกก็ได้ ถ้าผลค่อนไปทางบวกก็โอละ แต่ถ้าผลประมาณว่า เราตั้งราคาไว้หลักพัน แต่ทุกคนตีมาที่ 199 อย่างงี้ตีโจทย์ใหม่ได้เลยค่ะ
Create Date : 18 มีนาคม 2559
by Innova Lab Asia | Mar 7, 2016 | Best essay writing service of 2016
มีหลายท่าน คงอยากจะทราบว่า มีธุรกิจอะไรบ้างไหมที่สามารถทำกำไรได้มาก ยิ่งทำกำไรได้หลายเท่าตัวก็ยิ่งดีมากๆ เป็นที่ปรารถนากันทั้งนั้น สำหรับผู้ประสงค์จะลงทุนน้อยๆ แต่ให้รวยไวๆ สมมติว่า วันนี้เรามีเงินเริ่มทำธุรกิจเพียงแค่ 150 บาท หรือประมาณ 5 เหรียญสหรัฐ เราจะทำอย่างไร จึงจะให้เกิดกำไรสูงๆ เท่าที่จะทำได้ ศาสตราจารย์ Tina Seelig อาจารย์สอนวิชานวัตกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แคลิฟอร์เนีย ได้ให้โจทย์ทางธุรกิจกับนักศึกษาว่า สมมติคุณมีเงินเริ่มธุรกิจได้แค่ 5 เหรียญ คุณจะทำยังไงให้ได้กำไรกลับมาสูงสุดให้โจทย์นี้กับนักศึกษาที่ถูกแบ่งเป็น 4 ทีม และให้เวลาเพียงแค่ 1 สัปดาห์ ไปคิดหาวิธีมา และให้เวลา 2 ชั่วโมงสำหรับภาคปฏิบัติ ในการทำเงินให้ได้กำไรกลับมาสูงสุด แล้วให้มารายงานหน้าชั้นเรียนเป็นเวลา 3 นาทีถ้าเป็นคุณผู้อ่านเจอโจทย์แบบนี้ จะคิดหาไอเดียอย่างไรดี เราลองมาดูไอเดียที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดแต่ละทีมได้เลือกทำกันจากเงิน 5 เหรียญนี้
กลุ่มที่หนึ่ง เอาเงินไปซื้อมะนาว น้ำตาล และมาทำน้ำมะนาวขายหน้ามหาวิทยาลัย อืม…ก็เข้าท่า
กลุ่มที่สอง ไปรับจ้างเติมลมยางรถจักรยานหน้ามหาวิทยาลัย คิดเงินคันละ 1 เหรียญ จนกระทั่งพวกเขาค้นพบว่า ถ้าขอเป็นเงินบริจาคจะได้เยอะกว่า เลยเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคแทน อันนี้ออกแนวการกุศล
กลุ่มที่สาม ได้เงินมากกว่าทั้งสองกลุ่ม และมีคิดสร้างสรรค์ได้ค่อนข้างดี คือ พวกเขาตัดสินใจเลือกทำงานในคืนวันศุกร์ และให้เพื่อนผู้ชายขับรถพาสาว ๆ ไปทิ้งไว้หน้าร้านอาหารที่คนแน่น แล้วให้ไปจองคิวตามร้านอร่อยที่ลูกค้าต้องยืนรอกันเกือบชั่วโมง พอได้คิวแล้วก็เอาคิวไปขายให้ลูกค้าคนอื่นที่เพิ่งมา คิดเงินคิวละ 20เหรียญ ได้ลัดคิวกันไปเลยไม่ต้องยืนรอ กลุ่มนี้หาเงินได้หลายร้อยเหรียญในเวลา 2 ชั่วโมง เพราะใคร ๆ ก็อยากมาแล้วได้ทานอาหารเลย
กลุ่มที่สี่ กลุ่มที่ชนะเลิศในครั้งนี้ สามารถหาเงินได้ถึง 650 เหรียญ เป็นกำไรถึง 130 เท่าตัว และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขาไม่ได้ใช้เงิน 5 เหรียญนั้นเลย เขาทำได้อย่างไรกัน
หลังจากที่พวกเขาประชุมกันนาน ทุกคนในกลุ่มโหวตว่า พวกเขาจะขายเวลา นักศึกษากลุ่มนี้เฉลยว่า บางคนบอกไปซื้อล็อตเตอรี่ดีกว่า ไปลาสเวกัส และอื่น ๆ แต่ในที่สุดทุกคนสรุปว่า ต้นทุนที่ดีที่สุดที่พวกเขามีไม่ใช่เงิน 5 เหรียญ แต่เป็นเวลา 3 นาทีต่างหาก สำหรับการนำเสนอแผนธุรกิจหน้าห้องเรียนที่เต็มไปด้วยนักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จำนวนเป็นร้อย ๆ คน ที่ต้องการนั่งฟังรายงานโดยไม่ลุกไปไหน นักศึกษากลุ่มนี้จึงหาบริษัทที่ต้องการขายสินค้า แล้วก็ได้ขาย เวลา 3 นาทีที่ตัวเองต้องพรีเซ็นต์ ให้กับบริษัทที่ต้องการเวลา3 นาที โฆษณาผลิตภัณฑ์ของตัวเองแทน (ไม่ต้องเหนื่อนกันเลยทีเดียว)พอถึงวันที่ต้องรายงาน นักศึกษากลุ่มนี้ก็ไม่ต้องทำอะไร นอกจาก ฟังเพื่อนพรีเซ็นต์และพอถึงเวลาของตัวเอง ก็ให้บริษัทที่ตกลงกันไว้มาพรีเซ็นต์สินค้า เสร็จแล้วทางบริษัทได้จ่ายเงิน 650 เหรียญสำหรับเวลา 3 นาทีที่มีค่าให้กับทีมนักศึกษาที่ขายเวลาให้ เรียกได้ว่าไอเดียดีจริง ๆ ครับอาจารย์ปลื้มใจที่ลูกศิษย์คิดได้นอกกรอบอย่างเหลือเชื่อ !!เห็นไหมครับว่า ไอเดียดีๆ สามารถทำเงินให้ได้มากมาย โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเลย ก็เป็นไปได้ อย่างไม่น่าเชื่อ
คุณล่ะ !! ลองคิดไอเดียดีๆ แบบนี้ ดูบ้าง อาจทำเงินให้คุณได้ มากมายก็เป็นได้ โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเลย หรือใช้เงินลงทุนน้อยมาก
By Innovalabasia
Create : 4/04/59